ช่วงลดน้ำหนัก ขนมหวาง

ลดน้ำหนักด้วยขนมวาง !? ของหวานที่กินแล้วไม่อ้วน มีด้วยหรอ ?

ลดน้ำหนักด้วยขนมวาง !? ของหวานที่กินแล้วไม่อ้วน มีด้วยหรอ ?

คนที่กำลังลดความอ้วน หรือไม่อยากอ้วน คงจะมีเรื่องทุกข์ใจคล้ายๆ กัน เรื่องกินของหวานใช่ไหมครับ ทั้งๆ ที่อยากกินอันนั้น ชอบกินอันนี้ แต่เพราะลดความอ้วนอยู่เลยกินไม่ได้ บทความนี้ผมอยากจะอธิบายเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกันระหว่าง “น้ำตาล” กับ “การลดความอ้วน” และของหวานที่กินแล้วอ้วนยากครับ

สาเหตุที่กินของหวานแล้วอ้วนง่าย

ใครๆ ก็รู้นะครับว่า ของหวาน = อ้วน

แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลอย่างไร และเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมได้อย่างไร น้ำตาลที่ร่ายกายได้จากอาหาร จะแตกตัวออกเป็นน้ำตาลกลูโคส จากนั้นจะไหลเข้าสู่กระแสเลือด

น้ำตาลกลูโคสจะยืมพลังงานจากอินซูลินที่หลั่งมาจากตับอ่อน เพื่อเผาผลาญ แล้วเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ครับ

ส่วนน้ำตาลที่เผาผลาญไม่หมด จะเปลี่ยนเป็นไกลโคเจน (glycogen) บ้าง ไขมันบ้างเก็บสะสมไว้ในร่างกาย นอกจากนี้แล้ว อินซูลินยังมีหน้าที่ควบคุมการรวม และแยกตัวของไขมัน

หากมีน้ำตาลปริมาณมากเข้าสู่ร่างกายในครั้งเดียว ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมามาก และสร้างไขมันออกมามากเช่นกันครับ

วิธีกินของหวานไม่ให้อ้วน

 

ถ้าน้ำตาลจากอาหารที่เรากินเข้าไป ร่างกายเผาผลาญได้หมดก็ไ่ม่ทำให้อ้วนหรอกครับ หรือถ้าเราไม่ไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินของร่างกาย ในระหว่างวันเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ การที่เราจะกินของหวานเข้าไปบ้าง ก็ไม่อ้วนครับ

ถ้าเรารู้จักเลือกกิน กินในปริมาณที่เหมาะสม การกินของหวานในระหว่างลดความอ้วนก็ไม่ได้ทำให้อ้วนเสมอไป

ความจริงแล้ว “น้ำตาล” ก็ไม่ได้มี “แคลอรี่สูง” เสมอไป

น้ำตาล

เอาล่ะครับ มาดูกันว่าน้ำตาลให้แคลอรี่เท่าไร น้ำตาล 100 กรัม ให้แคลอรี่ 384 kcal (น้ำตาลทรายขาว) 1 ถ้วยตวงจะได้ 130 กรัม ดังนั้นเกือบเต็มถ้วยก็จะประมาณ 100 กรัม 1 ช้อนโต๊ะ ให้แคลอรี่ 35 kcal 1 ช้อนชา ให้ 12 kcal ข้าว (ข้าวเจ้า) 100 กรัม ให้แคลอรี่ 356 kcal จะเห็นว่าน้อยกว่าน้ำตาลทรายในปริมาณเท่ากัน

ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าน้ำตาลที่อยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรตจะให้แคลอรี่สูงกว่าเดิมนะครับ

สาเหตุที่ทำไมถึงบอกว่า “กินของหวานแล้วอ้วน”

วัตถุดิบเค้ก

ปัญหาอยู่ที่ของกินอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่แค่น้ำตาล ! สาเหตุที่ทำไมถึงบอกว่า “กินของหวานแล้วอ้วน”พอพูดถึงของหวาน เราก็นึกถึงขนมต่างๆ น้ำตาลมักมีอยู่ในขนมแทบทุกชนิดโดยเฉพาะขนมฝรั่งนะครับ

ความจริงแล้ว ไม่ใช่แค่น้ำตาลอย่างเดียว แล้วจะทำให้อ้วนได้ แต่เป็นเพราะแคลอรี่โดยรวมของอาหารจานนั้นๆ ต่างหากล่ะครับ

ตัวอย่างเ่ช่น ไขมันหรือน้ำมัน ที่มักใช้เป็นส่วนผสมร่วมกับน้ำตาลในขนมต่างๆ ให้แคลอรี่สูง เนย 100 กรัม ให้ 745 kcal, ครีมสด 100 กรัม ให้ 433 kcal (โดยทั่วไปถ้าเป็นขนมแบบญี่ปุ่นจะใช้ครีม 1 แพ็ค ให้แคลอรี่ 866 kcal) ในขนมนั้นๆ พอมีน้ำตาล เนย แป้งสาลีรวมกัน แคลอรี่ก็สูงเป็นธรรมดา พอกินเข้าไป ร่างกายเผาผลาญไม่หมด ก็เหลือเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เห็นไหมล่ะครับว่าไม่ใช่แค่น้ำตาลอย่างเดียวที่จะทำให้อ้วน

ขนมหวานที่กินแล้วไม่อ้วน  “ขนมญี่ปุ่น”

ขนมญี่ปุ่น

เหตุผลที่ขนมญี่ปุ่นเหมาะเป็นของหวานในระหว่างลดความอ้วน 3 ข้อ

ส่วนใหญ่ขนมญี่ปุ่นชิ้นเล็ก

ส่วนใหญ่ขนมญี่ปุ่นชิ้นเล็ก ข้อนี้จะช่วยให้คุณไม่กินมากเกินไปได้ครับ

กินซาลาเปาญี่ปุ่น (มันจู) อร่อยๆ ไปพร้อมกับจิบชา ดีกว่าเลือกของว่างเป็นขนมคบเคี้ยวครับ จะช่วยควบคุมแคลอรี่ได้ นอกจากนี้สาร คาเทชิน (catechin) ที่อยู่ในใบชาจะช่วยควบคุมการจับตัวขอไขมันได้อีกด้วยครับ

ถ้าเลือกกินคู่กันก็ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” เลยนะครับ

ถั่วดีต่อต่อการลดน้ำหนัก

ถั่วดีต่อต่อการลดน้ำหนัก ขนมส่วนใหญ่เป็นไส้ถั่วแดงกวนในถั่วแดงกวนมีเส้นใยอาหารจำนวนมากครับ ถั่วแดง 100 กรัม ให้เส้นใย 17.8 กรัม ถั่วแดงกวน 100 กรัม ให้เส้นใย 5.7-6.8 กรัมครับ เส้นใยอาหารจะเส้นปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติครับ และยังป้องกันการจับตัวของไขมันในร่างกายได้ด้วย จะกินของว่างเมื่อไร ก็อย่าลืมเลือกขนมที่มีไส้ถั่วแดงด้วยนะครับ

ขนมญี่ปุ่นไม่ค่อยมีไขมัน แคลอรี่จึงต่ำกว่าขนมฝรั่ง

ขนมญี่ปุ่นไม่ค่อยไม่ไขมัน หรือใช้น้ำมันเป็นส่วนผสมสักเท่าไรครับ ถึงมีก็ไม่มี พอไขมันน้อย แคลอรี่ก็น้อยตามไปด้วย เหมาะที่จะเลือกกินเป็นของว่างในช่วงลดน้ำหนักนะครับ ต่อจากนี้เวลาไปร้านเค้ก ร้านกาแฟ ก็อย่าลืมสั่งเมนูที่มีถั่วแดง หรือขนมญี่ปุ่นนะครับ ผมคอนเฟิร์มว่าดีจริง

ขนมหวานที่กินแล้วไม่อ้วน  “ขนมที่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย”

ยาจีน

ในระหว่างหลังมานี้ เกิดความคิดที่เป็นกระแสที่ประเทศจีนว่า ขนมหรืออาหารที่ช่วย “เพิ่มอุณหภูมิร่างกาย” ได้นั้นจะช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายได้ และจะเป็นประโยชน์ต่อการลดความอ้วนด้วยครับ

ตามความเชื่อของคนจีนแล้วสิ่งที่ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายได้ก็คือ ข้าวเจ้า, ข้าวเหนียว, ฟักทอง, ขิง, มันเทศ, ผลแอปปริคอต, พริก, พริกไทย, อบเชย, จันทร์เทศ, วอลนัท เป็นต้น ดังนั้นลองหาเมนูที่ใส่เครื่องเทศต่างๆ เหล่านี้ดูนะครับ อย่างอาหารในบ้านเราก็มีเยอะที่ใส่เครื่องเทศ เอาง่ายๆ เลยอย่างส้มตำนี่ก็ใส่พริกใช่ไหมครับ

สรุปครับ

ไม่ว่าจะเป็นของหวานแบบไหน ก็ควรกินอย่างพอดี ถ้ากินมากไปเสี่ยงที่จะอ้วนได้ แล้วก็อย่าลืมว่าสารอาหารต่างๆ ก็ยังจำเป็นต่อร่างกายอยู่ ของหวานที่กินในแต่ละวันไม่ควรเกิน 10% ของแคลอรี่ที่ร่างกายจำเป็นต่อวันนะครับ

Return Top