สูตรแคลอรี่ ช่วงลดน้ำหนัก

สิ่งที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องรู้!1 กิโลกรัมคิดเป็นแคลอรีเท่าไร?

สิ่งที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องรู้!1 กิโลกรัมคิดเป็นแคลอรีเท่าไร?

เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่า 1 กิโลกรัมสำหรับการเพิ่ม หรือลดน้ำหนักนั้นคิดเป็นแคลอรี่แล้วได้เท่าไร จะต้องทำอย่างไร ถึงจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักให้ได้ 1 กิโลกรัม ผมจะมาไขข้อข้องใจในบทความต่อไปนี้ครับ

ไขมัน 1 กิโลกรัม คิดเป็น 7000 kcal

ถ้าน้ำหนักตัวเราเพิ่มมา 1 กิโลกรัมคงไม่ค่อยรู้สึกตัวกันใช่ไหมครับ แต่ถ้าลองให้ถือถุงข้าวสารหนัก 1 กิโลกรัม ก็จะรู้สึกได้ง่ายกว่าไขมัน 1 กิโลกรัม คิดเป็น 7000 kcal ครับ

นั่นก็หมายความว่าถ้าเราเผาผลาญได้ 7000 kcal ได้น้ำหนักตัวก็จะลดไป 1 กิโลกรัม เป้าหมายการลดความอ้วนที่ไม่หักโหมจนเกินไปก็คือ ลดเดือนละ 1 กิโลกรัมนะครับ 

ถ้าเราลองหาร 7000 kcal ด้วยจำนวนวันใน 1 เดือนคือ 30 วัน ก็จะได้ วันละ 230 kcal หมายความว่าเราต้องเผาผลาญให้ได้วันละประมาณ 230 kcal ครับ 

ถ้าจะลองเปรียบเทียบดู 230 kcal ก็จะเท่ากับ ข้าว 1 ถ้วย (140กรัม) หากจะเผาผลาญด้วยการออกกำลังกายก็จะเท่ากับเดิน 80 นาที, เต้นแอโรบิก 40 นาที หรือปั่นจักรยาน 60 นาทีครับ 

นอกจากนี้ในระหว่างวันต้องงดของหวาน, เครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลมาก หรือเปลื่ยนมาดื่มน้ำชาแทน หากจะกินของเหล่านี้แคลอรีไม่ควรเกิน 230 kcal

กินอาหารเข้าไป 1 กิโลกรัม น้ำหนักจะเพิ่ม 1 กิโลกรัมไหม ?

1 กิโลกรัมไหม แบบนี้มีหลายกรณีนะครับ มีทั้งคนที่กินแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นน้ำหนักก็เพิ่ม บางคนก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และบางคนกลับลดลง 90% ของสิ่งที่เรากินเข้าไปเป็นน้ำ สมมติกินอาหารเข้าไป 1.5 กิโลกรัม จะกลายเป็นของเสียประมาณถูกขับออกจากร่างกายกว่า 90% ร่างกายจะได้รับ

จริงๆ คิดเป็นน้ำหนักก็แค่ 150 กรัมเท่านั้นครับ ร่างกายของมนุษย์ไม่ใช่ว่า กินเข้าไป 1 กิโลกรัม แล้วน้ำหนักจะเพิ่ม 1 กิโลกรัมนะครับ การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งไขมันในร่างกาย, มวลกล้ามเนื้อ, สภาพร่างกาย, ฮอร์โมนต่างๆ ยังมีผลด้วยครับ

สาเหตุ 3 ข้อที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม-ลดของน้ำหนัก

น้ำ

ดื่มน้ำ

ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ น้ำไม่ได้ทำให้อ้วนครับ แต่น้ำจะช่วยกระตุ้นกระบวนการ metabolism และเพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกาย

ดังนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในวันหนึ่งๆ เราควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 1.5 ลิตร ค่อยๆ ดื่มให้ร่างกายได้รับน้ำตลอดทั้งวัน จะดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้การลดความอ้วนมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ 

สำหรับบางคนที่มีอาการบวมน้ำเนื่องจากกินน้ำมากไม่ได้ส่งผลต่ออวัยวะภายในร่างกายหรือประสิทธิภาพจะตกลง ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนดีกว่าครับ

รีเซ็ทร่างกายหลังจากกินมากเกินไป

การกินมากเกินไป

หลังจากกินข้าวอิ่มใหม่ๆ ร่างกายยังไม่ย่อย หรือยังไ่ม่ได้ขับออกไป ดังนั้นน้ำหนักตัวของเราตอนนั้นอาจจะเพิ่มเท่ากับน้ำหนักของอาหารที่เกินเข้าไปก็ได้ครับ 

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นไขมันทั้งหมด สารอาหารแต่ละประเภทใช้เวลาในการเปลี่ยนเป็นไขมันไ่ม่เท่ากัน อย่างไขมัน จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมภายใน 12 ชั่วโมง, คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนจะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันได้อย่างเร็วที่สุดคือ 1-2 วัน ดังนั้นหากวันไหนที่เรากินมากเกินไป แล้วกลัวอ้วนจะต้องหาทางจัดการ อาจจะออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหารในวันถัดไปก่อนที่สารอาหารนั้นๆ จะเปลี่ยนเป็นไขมัน

สภาพของลำไส้ที่มีสุขภาพดี

หากมีของเสียสะสมอยู่ที่ลำไส้มาก สิ่งที่เรากินเข้าไป ลำไส้จะดูดซึมไว้เท่าที่จำเป็น ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระถ้าเราขับถ่ายเป็นปกติ น้ำหนักรตัวจะกลับมาเหมือนเดิมภายใน 1-2 วัน แต่ถ้าระบบขับถ่ายของเราไม่ดี มีอาหารอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ร่างกายจะดูดกลับแล้วเป็นสาเหตุทำให้อ้วนได้ครับ 

คนที่ระบบขับถ่ายไม่ดี อาจมีอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้มากถึง 1-4 กิโลกรัมเลยนะครับ 

ถ้ากำจัดออกไปได้ น้ำหนักตัวก็จะกลับมาเหมือนเดิม ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยอาหารที่มีเชื้อหมัก มีเชื้อโรคดีที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ รวมถึงอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากๆ ด้วยครับ

สรุปครับ

การเพิ่มหรือลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในช่วงลดความอ้วนนั้น ดูจะมีอะไรหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าเรื่องของน้ำหนักนะครับ ดังนั้น ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบครับ หวังผลระยะยาวจะดีกว่า

Return Top