การเผาผลาญไขมันในร่างกาย

ไม่รู้จักระบบเผาผลาญ แล้วจะลดน้ำหนักได้ถูกไหม

ไม่รู้จักระบบเผาผลาญ แล้วจะลดน้ำหนักได้ถูกไหม

การเผาผลาญไขมันในร่างกายจะช่วยให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จ“ระหว่างลดน้ำหนัก ต้องกระตุ้นการเผาผลาญนะ” ทุกคนก็พูดกันอย่างนี้แหละครับ

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “การเผาผลาญ” แท้จริงแล้วคืออะไร คนที่คิดจะลดน้ำหนัก คนที่กำลังลดน้ำหนักรวมทั้งคนที่ใส่ใจสุขภาพและคนที่ไม่ใส่ใจ หรือใครก็ตาม ลองอ่านที่เราจะอธิบายต่อไปนี้นะครับ ว่าการเผาผลาญที่เราเข้าใจนั้นเป็นอย่างไร

ความหมายของคำว่า “เผาผลาญ”

เผาผลาญ

ความหมายทั่วไปก็คือ ระบบการเผาผลาญในร่างกาย หรือ Metabolism นั่นเองครับ คำว่า Metabolism ในด้านสุขภาพและความงาม จะมีความหมายรวมถึงการผลัดเซลล์ใหม่ ทดแทนเซลล์เดิมที่ตายไปแล้วหรือเซลล์ที่ถูกทำลาย ในร่างกายของคนเรามีเซลล์มากถึง 6 แสนล้านเซลล์ ในทุกๆ วันร่างกายเรามีการผลัดเซลล์ใหม่เพื่อให้ร่างกายของเราอยู่มีชีวิตอยู่ และทำงานได้อย่างเป็นปกติ

หากกระบวนการเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี เหงื่อไม่ค่อยออก ผิวแห้ง หายเหนื่อยยาก ของเสียในร่างกายก็จะสะสมได้ง่าย ทำให้สุขภาพไม่ดี เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ดังนั้นถ้าระบบ Metabolism ของเราทำงานได้ดี ร่างกายก็จะมีสุขภาพที่ดี หรือพูดง่ายๆ ถ้าระบบ Metabolism ทำงานได้ดี เราก็มีชีวิตอยู่ได้ครับ

เซลล์ใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ยๆ ก็คือ เอ็นม์ไซน์ครับ สิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นจะไปแตกตัวหรือจับตัวในร่างกาย เปลี่ยนเป็นพลังงานและนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

จากที่ผมได้อธิบายความหมายไปแล้ว จะเห็นได้ว่า คำว่า “เผาผลาญ” ที่พูดในตอนให้คำแนะนำเรื่องลดน้ำหนัก หรือออกกำลังกายนำ จะไม่เหมือนกับที่ผมกำลังอธิบายอยู่นี้ ซึ่งคำว่าเผาผลาญในเรื่องการออกกำลังกายนั้นจะเน้นเรื่อง“สิ่งที่กินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างไร”“จะทำอย่างไรให้ของที่กินเข้าไปไม่เปลี่ยนเป็นไขมัน แต่ไปเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย” มากกว่าครับ

ครั้งนี้เราลองมาทำความรู้จักเกี่ยวกับการเผาผลาญให้มากขึ้นกันดีกว่าครับ

การเผาผลาญ 3 ประเภทที่คนลดน้ำหนักต้องรู้จัก

การเผาผลาญขั้นพื้นฐาน

แคลอรีที่ร่างกายเราเผาผลาญทั้งหมดในหนึ่งวัน 60-70% เป็นหน้าที่ของการเผาผลาญขั้นพื้นฐานครับ และถือเป็นการเผาผลาญพลังงานที่สำคัญที่ช่วยทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เพราะการหายใจ การที่หัวใจเต้นเร็ว การปรับอุณหภูมิร่างกาย จะใช้พลังงานจากกระบวนการนี้ครับ หรือแม้จะเป็นตอนที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย นอนอยู่เฉยๆ กระบวนการนี้ก็ทำงานอยู่ครับ

กระบวนการนี้จะทำงานได้ดีที่สุดช่วยวัยหนุ่มสาว หรือ “วัยเจริญพันธุ์”และจะค่อยๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น หรือมวลกล้ามเนื้อที่ลดลงครับ ดังนั้นถึงแม้เราจะกินอาหารเหมือนเมื่อก่อน แต่การเผาผลาญลดลงก็อาจทำให้อ้วนได้ครับ นั่นก็หมายความว่าถ้าคุณไม่อยากอ้วนง่าย ควรรักษาการทำงานของระบบเผาผลาญขั้นพื้นฐานให้ดีครับ

การเผาผลาญจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

ตรงตามตัวหนังสือเลยครับ เป็นการเผาผลาญที่เกิดจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย ทำงานบ้าน การเดินทางไปทำงาน หรือในขณะทำงานครับ

ซึ่งจะคิดเป็น 20-30% ของแคลอรีที่เผาผลาญทั้งหมด ดังนั้นคนที่มักจะชอบทำนู่น ทำนี่ เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย มักจะมีการเผาผลาญในกระบวนการนี้มากกว่าคนที่ไม่ค่อยออกแรงทำอะไรครับ

แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดว่าทำตลอดเวลา นั่งอยู่เฉยๆ ก็สั่งขาไปมา แบบนี้เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าบ้าเอาได้ครับ เพียงแค่เดินหรือใช้ชีวิตให้มีการเคลื่อนไหวบ้าง เท่านี้ก็สามารถเผาผลาญแคลอรีได้แล้วครับ

การกินทำให้เกิดความร้อนและการเผาผลาญ

ร่างกายจะใช้พลังงานประมาณ 10% ของพลังงานที่จะเผาผลาญทั้งหมด ในการย่อย และดูดซึมอาหาร ก่อนหน้านี้ผมได้อธิบายแล้วนะครับว่าควรกินอาหารเช้าให้พอเหมาะ อาหารเช้าที่เรากินเข้าไปจะเป็นตัวไปกดสวิตช์ เปิดระบบเผาผลาญในร่างกายเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญวันนั้นๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ทุกคนคงจะเข้าใจระบบเผาผลาญทั้ง 3 ชนิดมากขึ้นแล้วนะครับ

จากที่ผมอธิบายจะเห็นว่าในวันหนึ่งๆ ถ้าสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญพื้นฐาน ซึ่งจะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 60-70% ได้ เราก็จะสามารถลดน้ำหนักและใช้เป็นทางลัดที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้ด้วยครับ ดังนั้นพื้นฐานการลดน้ำหนักก็คือการกระตุ้นระบบเผาผลาญพื้นฐานร่างกายนั่นเองครับ

สรุป

สัดส่วนปริมาณแคลอรีที่อวัยวะแต่ละส่วนช่วยระบบเผาผลาญพื้นฐานทำงานคือ อวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร 30%, กล้ามเนื้อกระดูก 25%, สมองส่วนบน 18%, หัวใจ 16% และ ไตอีก 6% ครับ

ในบรรดาอวัยวะที่กล่าวมานี้ มีอยู่หนึ่งอย่างที่เราสามารถช่วยการเผาผลาญได้อวัยวะนั้นก็คือ กล้ามเนื้อกระดูก ด้วยการไปออกกำลังกายด้วย weight training สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อครับ

แต่บางคนก็อาจจะตะโกนออกมาอย่างดังว่า “ถ้าทำได้อย่างที่ปากพูดมันก็ดีสิ” ผมอยากให้คนที่คิดอย่างนั้นอ่านบทความนี้ครับ

ความจริงแล้วคุณยังมีวิธีอื่นที่สามารถทำได้นอกเหนือจากการเพิ่มกล้ามเนื้อครับ

Return Top