ลดน้ําหนักด้วยตัวเอง

5 วิธี เลิกขนมหวานสุดโปรดโดยไม่เครียด ในช่วงลดน้ำหนัก

5 วิธี เลิกขนมหวานสุดโปรดโดยไม่เครียด ในช่วงลดน้ำหนัก

ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วนะครับว่า ถ้าเลิกกินขนมขบเคี้ยวหรือช็อกโกแลตได้ ก็ต้องลดน้ำหนักได้ แต่ปัญหาคือ มันเลิกกินไม่ได้นี่สิครับ ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ก็คงจะรับรู้ถึงความทุกข์นี้ดีนะครับ แล้วจะมีเทคนิคอะไรช่วยให้เลิกกินขนมขบเคี้ยวได้โดยไม่เครียดไหมนะ ?

5 วิธี เลิกขนมหวานสุดโปรดโดยไม่เครียด ช่วงลดน้ำหนัก

คนอ้วนแม้จะอยากเลิกกินขนมขบเคี้ยวเท่าไร ก็เลิกไม่ได้ และคนที่เผลอกินขนมที่ให้แคลอรี่สูงๆ ทุกวัน รู้ไหมครับว่า คนทั้งสองแบบนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ การแก้ไขจุดร่วมนี้ ก็คือ วิธีเลิกกินขนมหวานโดยไม่เครียดนั่นเอง !

สาเหตุที่เลิกกินขนมหวานไม่ได้ ไม่ใช่ “จิตใจเข้มแข็งหรืออ่อนแอ” แต่มันเกี่ยวกับ “การใช้ชีวิตประจำวันและนิสัยการกิน” ต่างหากครับ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราก็จะสามารถลดน้ำหนักอย่างสนุก ไม่เครียด ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ

กินอาหาร วันละ 3 มื้อเป็นประจำ

วันละ 3 มื้อ

จุดร่วมข้อหนึ่งของคนที่กินขนมหวานเยอะก็คือ จำนวนมื้ออาหารหลักน้อย และกินข้าวไม่เป็นเวลา สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอยากกินขนมหวานก็คือ “ท้องว่าง” เมื่อจำนวนมื้ออาหารหลักน้อย ร่างกายก็ได้รับแคลอรี่ไม่เพียงพอ ทำให้เราอยากกินขนมเข้าไปเป็นแคลรี่ทดแทน ความรู้สึกอยากกินขนมหวานจึงมีมากกว่า ถ้าในแต่ละวัน เรากินข้าวครบ 3 มื้อ เราก็จะไม่รู้สึกหิว แล้วก็จะสามารถลดปริมาณขนมหวานที่กินในแต่ละวันลงได้ ทั้งนี้ ถึงแม้จะกินครบทั้ง 3 มื้อ แต่ถ้าแต่ละมื้อห่างกันมาก ท้องเราก็จะว่างนาน ทำให้อยากกินขนม และกลับมากินขนมมากเหมือนเดิมครับ หากเราไม่รู้สึกหิว ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนกินให้ครบ 3 มื้อก็ได้นะครับ แต่จะต้องกำหนดเวลากินข้าวให้ชัดเจน ระวังไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานๆ นะครับ

หลีกเลี่ยง คาร์โบไฮเดรต(carbohydrates)เป็นอาหารหลัก

carbohydrates|pasta

คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะกิน ขนมปัง 2 แผ่น เป็นอาหารเช้า ก๋วยเตี๋ยวหรือพาสต้าเป็นอาหารกลางวัน และกินกับข้าวเหนียวเป็นอาหารเย็น แบบนี้ใช่ไหมครับ

โดยเฉพาะคนที่ห่างบ้านห่างเมือง ต้องอาศัยอยู่คนเดียว ทุกวันก็ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาทำอาหารเองนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่รู้หรือไม่ว่า การเลือกอาหารที่คาร์โปไฮเดรต|carbohydrates จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้รู้สึกหิว

ถึงแม้จะกินข้าวจนอิ่มแล้ว อีกไม่นานก็หิวอีก สุดท้ายก็ต้องหาของว่างกิน คนที่มักจะกินอาหารคาร์โปไฮเดรต|carbohydrates มีแนวโน้มว่าจะกินขนมบ่อยเช่นกัน ซึ่งเราควรกินอาหารให้หลากหลาย ในมื้อนั้นๆ ควรมีทั้งผัก โปรตีน และซุปอยู่ด้วย

ไม่ควรจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเกินไป

คาร์โปไฮเดรต|carbohydrates

มีวิธีลดน้ำหนักอย่างหนึ่งที่ “เห็นผลเร็ว” และนิยมมาก นั่นคือ การจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต แต่อย่าลืมว่า พอเราลดปริมาณอาหารในมื้อหลัก “อย่างสุดโต่ง” เราก็จะอยากกินขนม (โดยเฉพาะช็อกโกแลตที่ให้แคลรีสูง ขนมปัง หรือขนมเค้ก) มากขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เมื่อร่างกายรู้สึกว่าพลังงานไม่พอ สมองจะสั่งการให้ “หาของหวานๆ มากินกันเถอะ”

คนที่ไม่ค่อยกินข้าวในคาร์โปไฮเดรต(carbohydrates) แต่กลับไปกินขนมแทนนั้น ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะกินของที่ให้แคลร่ต่ำๆ ตรงกันข้าม ร่างกายกลับได้รับแคลร่เข้าไปมากกว่าเดิม สุดท้ายการลดความอ้วนครั้งนี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยครับ คนที่ยังเลิกกินขนมหวานไม่ได้นะครับ ไม่ต้องอดอาหาร ให้กินอาหารจนอิ่มตามปกติก่อน จากนั้นเราถึงจะรู้ว่าความหิวระหว่างมื้ออยู่ตัวแล้วหรือไม่ครับ

ออกกำลังกาย เป็นประจำ

ออกกำลังกาย

ตอนที่เราออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นชั่วคราว แล้วทำให้ไม่รู้สึกหิว ในขณะเดียวกันจะช่วยฟื้นฟูความอ่อนเพลียทางจิตใจ ทำให้รู้สึกสบาย และช่วยป้องกันความหิวระหว่างมื้อที่จะเกิดจากความเครียดได้ด้วยครับ

มีคนจำนวนมากนะครับ ที่ออกกำลังกายจนเป็นกิจวัตรประจำวัน และช่วยให้เลิกกินขนมหวานโดยไม่เครียดได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งจ๊อกกิ้งหรือเล่นกล้ามหนักๆ หรอกครับ เพียงแค่พยายามเดินให้มากกว่าปกติเท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ ลองเพิ่มเวลาขยับร่างกายให้มากขึ้นดูนะครับ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

พักผ่อน

หากพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้ชีวิตแบบสลับกลางวันกับกลางคืนไปๆ มาๆ จะส่งผมให้ฮอร์โมนแปรปรวน เกิดภาวะอยากอาหารมากขึ้น เช่นกันหากนอนดึก ก็จะไปเพิ่มเวลาให้ท้องว่างมากขึ้น และทำให้ต้องกินในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ดังนั้นเราจะต้องปรับชั่วโมง และคุณภาพในการนอน ใส่ใจกับ “การนอนที่ดี” ให้มากขึ้นนะครับ

ถ้าเราเอาแต่พยายามไม่กินขนม โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือรูปแบบการใช้ชีวิตเลย เราก็จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ สุดท้ายก็เกิดความเครียด กลับไปกินขนม และเข้าสู่โคจรการใช้ชีวิตแบบเดิมอยู่ดี ตอนแรก ไม่ใช่ว่าตั้งท่าจะ “ไม่กินขนม” อย่างเดียว แต่ควรที่จะหันกลับมาพิจารณาพฤติกรรมการกิน และรูปแบบการใช้ชีวิตก่อน แล้วค่อยๆ ลดปริมาณขนมลงครับ

Return Top